รศ. โสภาพรรณ นามวงศ์ อาจารย์ที่เป็นที่รักของลูกศิษย์


เนื่องจากคุณพ่อเป็นหมอก็เลยอยากเป็นหมอแต่จับพลัดจับผลูก็ได้มาเป็น "อาจารย์" ฝึกฝนอาชีพนี้จากคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ถึงหกปีค่ะ
และสุดท้ายก็ภูมิใจในอาชีพนี้ เพราะได้มีลูกศิษย์ตั้งแต่ระดับชั้นมัธยม ปริญญาตรี โท และเอก ได้มีโอกาศออกไปสอนลูกศิษย์ในหลายๆจังหวัด
กรณีนี้ต้องขอบคุณมหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่ทำให้ได้พัฒนาตำแหน่งทางวิชาการ และที่สำคัญคือได้เป็นประธานสภาคณาจารย์อยู่สมัยหนึ่ง
และทำงานที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง (มร.) เป็นเวลานานถึง 40 ปี สุดท้ายก็ถึงเวลาเกษียณอายุราชการ
ชิวิตในวัยเกษียณ ก็ไม่ได้วางแผนอะไรเลยเพราะมีงานต่อเนื่องคือการเลี้ยงหลานพอดี เรียกว่าช่วงเวลาเหมาะเจาะพอดี
เมื่อถึงเวลาหลานเข้าโรงเรียนก็กลายเป็นคนแก่เฝ้าบ้าน แต่ก็ไม่เคยเหงาเพราะมีทั้งทีวีให้ดู ไลน์ เฟสบุ้ค และโซเชียลต่างๆให้เล่น
ในด้านการเงินก็อยู่ดี ไม่หวือหวามาก แต่ก็ไม่ลำบาก เพราะมีเงินใช้จาก "เงินเก็บ" และ "เงินบำนาญ" ที่เป็นข้าราชการมานานถึง 40 ปี
ทุกวันนี้ ก็บอกลูกๆว่าไม่ต้องให้เงินแม่ ให้เก็บเงินที่เป็นรายได้ของตัวเองไว้ก็แล้วกัน ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะว่าเมื่อตัวเองเรียนจบมีงานทำ
คุณพ่อคุณแม่ก็บอกเราแบบนี้เหมือนกัน เราไม่ต้องพึ่งพาเงินลูก ฝึกให้อยู่ด้วยตัวเองให้ได้ และฝึกลูกเพื่ออนาคตของลูกด้วย
ในแง่ของ "สุขภาพ" อาจเป็นเพราะว่าในช่วงที่เป็นอาจารย์ตอนเย็นหลังเลิกงานมักจะไปเต้นแอโรบิคที่โรงยิมของมหาวิทยาลัย
และหลังเกษียณก็จะไปออกกำลังที่ฟิตเนสของ กกท. (การกีฬาแห่งประเทศไทย) ทุกเช้า จันทร์ถึงศุกร์ วันละหนึ่งชั่วโมง
จึงคิดว่านี่เป็นสาเหตุให้ตัวเองสุขภาพค่อนข้างดี แต่ก็นั่นแหละคนแก่ (คนมักเรียกเราว่ายาย) ก็มีปวดเมื่อยบ้าง ต้องไปหาหมอบ้างก็เท่านั้น
นับว่าโชคดี "ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ" ค่ะ

![]()
www.HappyOldy.com